3 สถานที่ในโลกที่แปลกที่สุดและวิทยาศาสตร์ไม่สามารถให้คำตอบได้

Published by lepidine on

บนโลกใบนี้มีอีกหลายเรื่องที่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เราทราบออกมาเป็นทฤษฎีได้ และยิ่งเรื่องของปรากฏการณ์ต่างๆที่ธรรมชาติสร้างขึ้นแล้ว ยิ่งต้องใช้เวลาในการพิสูจน์หาคำตอบกันนานเลย เพราะกลไกของจักรวาลนี้ซับซ้อนกว่าที่มนุษย์เราจะค้นคว้าได้หมด ดังนั้น 3สถานที่สุดแปลกต่อไปนี้ ก็เป็นสถานที่และปรากฏการณ์แปลกๆทางธรรมชาติที่วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้เช่นกัน

น้ำตกลึกลับ Devil’s Kettle

น้ำตกแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทะเลสาบซูพีเรียในมินิโซตา ซึ่งน้ำตกนั้นถูกแบ่งออกเป็น 2สาย โดยน้ำตกสายหนึ่งจะไหลลงไปยังทะเลสาบแต่ที่น่าแปลกคือน้ำตกอีกสายหนึ่งจะไหลเข้าไปในหลุมลึกลับที่ไม่มีทางออก และด้วยความสงสัยที่ว่าน้ำที่ไหลเข้าไปในหลุมนั้นมีจุดหมายปลายทางไปที่ไหน จึงได้มีการทดลองน้ำท่อนไม้ย้อมสีและลูกปิงปองโยนลงไปในหลุม

แต่ปรากฏว่าไม่พบร่องรอยของสิ่งเหล่านั้นและมันก็ได้หายสาบสูญไปตลอดกาลโดยไม่มีใครพบเห็นอีกแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ส่วนคนที่สงสัยที่มาที่ไปของน้ำในหลุมต่างพากันคิดทฤษฎีต่างๆมากมาย บ้างก็ว่าหลุมนั้นเป็นเหมือนประตูมิติโยงไปสู่อีกจักรวาล หรือมีโลกใต้พิภพขนาดใหญ่อยู่ใต้นี้จึงทำให้น้ำตกขนาดใหญ่ไหลเข้าไปได้ แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงทฤษฎีคิดทั่วไปเท่านั้น ในส่วนของความเป็นจริงเรื่องน้ำตกแห่งนี้ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์และอธิบายออกมาได้จนถึงปัจจุบัน

แสงไฟเฮสดาเลน

แสงไฟนี้เกิดขึ้นที่บริเวณเหนือน่านฟ้าของหุบเขาเล็กๆในหมู่บ้านเฮสดาเลน ประเทศนอร์เวย์ โดยปรากฏการณ์แสงไฟลึกลับนี้มีลักษณะปรากฏเป็นลำแสงขนาดเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง มีทั้งสีขาว สีเหลือง และสีแดง ส่องสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า จนในบางครั้งก็ปรากฏเป็นลักษณะลูกไฟลอยไปลอยมา หรือในบางครั้งก็มีการเคลื่อนที่พุ่งไปอย่างรวดเร็ว

มีรายงานว่าได้มีผู้พบเห็นวัตถุลึกลับบางอย่างที่มาพร้อมกับแสงไฟเฮสดาเลนจนทำให้หลายคนเชื่อว่าสิ่งที่มาพร้อมกับแสงนั้นน่าจะเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวอย่างแน่นอน ซึ่งในปี 1983 ได้มีการจัดตั้งโครงการเฮสดาเลนเพื่อทำหน้าที่ศึกษาค้นคว้าหาที่มาที่ไปของแสงประหลาดนี้ แต่ทว่ายังไม่มีใครสามารถให้คำตอบแน่ชัดได้ว่าแสงเหล่านี้เกิดจากอะไร สำหรับงานวิจัยล่าสุดมีออกมาบอกว่าแสงนี้เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของก๊าซไฮโดรเจน ก๊าซออกซิเจน และโซเดียมในชั้นบรรยากาศที่มีความไวต่อแสง หรือไม่ก็เกิดจากการรั่วไหลจากก๊าซปริศนาของชั้นบรรยากาศโลก แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้นยังไม่ได้ข้อสรุปทฤษฎีออกมา

ถ้ำแห่งความมืด Movile cave

ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศโบรมาเนีย มีถ้ำอายุเก่าแก่แห่งหนึ่งที่ถูกปิดตายจากแสงแดดมาเป็นเวลากว่า 5ล้าน5แสนปี ทำให้ภายในของถ้ำแห่งนี้ปนเปื้อนของสารกำมะถันอย่างรุนแรงและมีอันตรายกว่าสารคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 100เท่า

ทั้งบ่อน้ำและอากาศภายในถ้ำนั้นล้วนมีกำมะถันทั้งหมด ดังนั้นทั้งถ้ำนี้จึงมีกลิ่นเหม็นมากๆเหมือนไข่เน่าไม่ผิด แต่สิ่งที่น่าแปลกในถ้ำแห่งนี้คือระบบนิเวศในถ้ำนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้เข้าไปค้นพบว่ามีสัตว์ประหลาดมากถึง 33สายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่เคยมีที่ไหนบนโลกมาก่อน จนถึงขั้นตั้งทฤษฎีว่าไม่แน่อาจมีไดโนเสาร์ยังหลงเหลือในถ้ำแห่งนี้พร้อมกับสารพัดสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์อีกมากมายก็เป็นได้

Categories: Blog

0 Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *